| Thailand

รวดเร็วเพียงกระพริบตา การทำงานของฟอร์ด เอเวอเรสต์ในสถานการณ์รถชน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจราจรบนถนนสูงที่สุดในโลก ที่อัตรา 36.2 ต่อประชากร 100,000 คน1  จากรายงานสถานะความปลอดภัยบนท้องถนนระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ปี 2558

ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งแรกที่ฟอร์ดให้ความสำคัญในการออกแบบรถยนต์ทุกรุ่น ตัวอย่างเช่น ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจและสะดวกสบายบนท้องถนน ด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อให้ตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งกว่าที่ผู้ขับขี่จะสามารถทำได้

สัมผัสถึงอันตราย

การปะทะนั้นมีหลายขั้นและเกิดขึ้นพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มาพร้อมเซนเซอร์อัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อจับความเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศด้านในประตูเกือบในทันทีที่เกิดการปะทะด้านข้าง เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องวัดความเร่ง (Accelerometer) ที่ออกแบบมา เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงความเร็วที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จะช่วยประเมินความรุนแรงของการปะทะ และตัดสินใจว่าถุงลมนิรภัยควรทำงานหรือไม่

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 8 มิลลิวินาที เท่านั้น*

1. Sensors Confirm Impact

เริ่มปฏิบัติการ

ขั้นต่อไปได้รับการออกแบบมาให้ใช้เวลาประมาณ 25 มิลลิวินาที ในการปะทะด้านข้างที่รุนแรง โดยระบบเติมลมของถุงลมนิรภัยทั้งหมดในตัวรถจะเติมลมตามลักษณะการปะทะที่เซนเซอร์ระบุ นอกจากถุงลมนิรภัยด้านข้างแล้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังมาพร้อมม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbag) ที่ช่วยกันแรงปะทะด้านข้างจากที่นั่งโดยสารทั้ง 3 แถว ขั้นตอนเหล่านี้ ใช้เวลานับตั้งแต่เริ่มเกิดการปะทะน้อยกว่าหนึ่งในสามของเวลาที่ใช้ในการกระพริบตาเท่านั้น

2. Airbags Deploy

โครงสร้างที่มั่นคง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ถูกสร้างด้วยวัสดุที่มีความแข็งแกร่งสูง เพื่อให้สามารถจัดการกับพลังงานจากการชนและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสาร โครงสร้างของรถได้รับการออกแบบให้ส่งแรงปะทะออกไปจากตัวคนขับและผู้โดยสาร และดูดซับพลังงานจากการชนไว้ โครงเหล็กและถุงลมนิรภัยได้รับการออกแบบให้ดูดซับบางส่วนของแรงกระแทกก่อนที่จะไปถึงตัวผู้โดยสาร* โดยใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งที่ใช้ในการกระพริบตาเท่านั้น จนถึงตอนนี้ คนขับและผู้โดยสารอาจยังไม่รู้ตัวว่าเกิดการปะทะขึ้นแล้ว

ห้องโดยสารได้รับการปกป้องด้วยโครงเหล็กนิรภัยที่จะช่วยลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือช่วยให้การออกจากรถหลังอุบัติเหตุง่ายยิ่งขึ้น

เซนเซอร์ ถุงลมนิรภัย และโครงสร้าง ฟังก์ชันเพื่อความปลอดภัยทั้งหมดนี้ สามารถทำงานภายใน 70 มิลลิวินาที* คือเพียงชั่วกระพริบตาเท่านั้น

3. Safety Cell

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ง่ายขึ้น

แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งคือสิ่งที่เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะต่างๆ ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ฟังก์ชั่นเหล่านี้ รวมไปถึง ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ที่ช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสการชน** ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ที่ทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถ รวมไปถึง ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า และระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)**** ถึงแม้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะจะไม่ได้มาแทนที่สมาธิ การตัดสินใจ และความต้องการควบคุมรถของคนขับ และยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

*ระยะเวลาทั้งหมดมาจากการทดสอบการปะทะของฟอร์ดในสภาวะควบคุม

**มีในรุ่นไทเทเนียมพลัส ฟังก์ชันอาจไม่ทำงานในสภาพถนนหรือการขับขี่บางประเภท หรือในสภาพอากาศไม่อำนวย

***มีในรุ่นไทเทเนียมพลัส ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางจะไม่ควบคุมพวงมาลัย และจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนนที่มีหลายช่องทางและมีเส้นบอกช่องทางที่ชัดเจน ฟังก์ชันอาจไม่ทำงานในสภาพถนนหรือการขับขี่บางประเภท หรือในสภาพอากาศไม่อำนวย

****มีในรุ่นไทเทเนียมพลัส เท่านั้น และจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

[1] Global Status Report on Road Safety 2015, WHO, Page 270